วิธีนี้มีไม่ต่ำกว่า 50% ของคนที่อยากลดน้ำหนักเลือกใช้เลยค่ะ ถามว่าพวกเขารู้มั้ยว่ามันอันตราย ...รู้สิคะแต่เหตุผลคือ มันเร็วดี เพื่อนเขาฮิตกัน ดาราก็ใช้กัน แถมยังราคาถูก เรามาเรียนรู้กระบวนการทำงานของยาลดน้ำหนักกันดีกว่าค่ะ
ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการ อย.กล่าวว่ายาลดความอ้วนที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้แบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ คือ
ประเภทแรก ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาทโดยตรง
ประเภท 2 เป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน ได้แก่ แอมฟีปราโมนเฟนเตอร์มีน ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ลดความอยากอาหาร ลดความถี่ของการรู้สึกหิว ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร อาการไม่พึงประสงค์ของยา คือ ปากแห้ง หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ มึนงง หงุดหงิด สั่น กระสับกระส่าย เหงื่อออก คลื่นไส้ ท้องผูก ความดันโลหิตสูง และติดยา
ยาลดความอ้วนที่จัดเป็นยา ได้แก่ ยาไซบูทรามีน ยาจะออกฤทธิ์ลดความอยากอาหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนเป็นยาใหม่ จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ต้องจำหน่ายโดยมีใบสั่งแพทย์ และให้ใช้ได้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น อาการไม่พึงประสงค์ของยา คือปากแห้ง ใจสั่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหารท้องผูก มึนงง คลื่นไส้
ส่วนยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยไขมัน (คนทั่วไปเรียกยาดักไขมัน)ทำให้ไขมันไม่ถูกย่อยเป็นกรดไขมันอิสระ และถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อยลงในคนที่บริโภคของมัน ๆ แต่ไม่อยากอ้วนจะทานยาชนิดนี้ จัดเป็นยาอันตรายที่ต้องจำหน่ายในร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้นอาการไม่พึงประสงค์ของยา คือ ท้องอืด ไม่สบายท้อง ปวดท้อง กลั้นอุจจาระไม่ค่อยได้ร่างกายขาดวิตามินที่ละลายในไขมัน
สำหรับยาลดความอ้วนที่นิยมใช้ จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 2 แต่ในการลดความอ้วนมักจะได้รับยาตัวอื่นเพิ่มเติม จากการสำรวจของกองควบคุมวัตถุเสพติด พบว่า มีการจ่ายยาลดความอ้วนจากสถานพยาบาลเอกชนโดยจัดไว้เป็นชุด ๆ ให้รับประทานเหมือนกันในแต่ละวัน โดยยาลดความอ้วน 1 ชุดจะประกอบไปด้วยยาประมาณ 1-6 รายการ
จากกลุ่มยาดังต่อไปนี้
1. กลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 ได้แก่ แอมฟีปราโมน เฟนเตอร์มีน
2. ฟลูอ็อกซิติน (Fluoxetine) โดยปกติใช้เป็นยาต้านอาการซึมเศร้าแต่มีผลข้างเคียงในการช่วยทำให้ไม่อยากอาหาร จึงถูกนำมาใช้ในยาชุดลดความอ้วน
2. ฟลูอ็อกซิติน (Fluoxetine) โดยปกติใช้เป็นยาต้านอาการซึมเศร้าแต่มีผลข้างเคียงในการช่วยทำให้ไม่อยากอาหาร จึงถูกนำมาใช้ในยาชุดลดความอ้วน
3. ธัยรอยด์ฮอร์โมน จะทำให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกายเพิ่มขึ้นยากลุ่มนี้มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ใจสั่น ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตายได้
4. ยาขับปัสสาวะ ยาจะทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะเพิ่มขึ้นซึ่งมีผลเสียต่อร่างกาย โดยอาจสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือด และระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ระดับแคลเซียมในเลือดสูง กรดยูริกในเลือดสูงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตะคริว หัวใจเต้นผิดจังหวะ
5. ยาถ่ายหรือยาระบาย จะกระตุ้นทำลำไส้ให้บีบตัว ทำให้ถ่ายมากหรือบ่อยขึ้น ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผอมลงเร็วเนื่องจากน้ำหนักลดหลังจากใช้ยา
6. วิตามิน ยานี้ให้เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ยาคือการขาดวิตามิน เนื่องจากรับประทานอาหารน้อยลงและการใช้ยาระบาย
7. ยากลุ่ม บีต้า บล็อกเกอร์ (b-blockers) ยาจะลดอาการใจสั่น ที่เป็นผลข้างเคียงของยากลุ่มอนุพันธ์แอมเฟตามีน และธัยรอยด์ฮอร์โมน ยากลุ่มนี้ ปกติจะใช้เพื่อการรักษาความดันโลหิตสูง ยาออกฤทธิ์ยับยั้งประสาท กระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจ (sympsthomimetic effect)ที่หัวใจจะลดจำนวนเลือดที่จะบีบออกจากหัวใจในแต่ละครั้ง (cardiac output)ลดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น
8. ยานอนหลับ เนื่องจากผลข้างเคียงของยากลุ่มอนุพันธ์แอมเฟตามีนซึ่งกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้นอนไม่หลับจึงมีการจ่ายยานี้ร่วมด้วยการใช้ยาลดความอ้วนจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เนื่องจากเป็นยาที่มีข้อควรระวัง ข้อห้ามใช้มากมาย และมีผลข้างเคียงหลายอย่าง จึงไม่แนะนำให้ซื้อมาทานเอง
ผมอยากแนะนำให้ใช้วิธีอื่นในการลดน้ำหนักก่อนเพราะการใช้ยาแม้ว่าจะเห็นผลในระยะสั้นแต่ถ้าหยุดใช้ยาเมื่อใด ก็จะทำให้น้ำหนักกลับคืนมาดังเดิม หรือมากกว่าเดิม
อีกทั้งการใช้ยาลดความอ้วนมีข้อจำกัด ใช้เกิน 6 สัปดาห์จะไม่ได้ผลแล้ว
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงสูงจากผลข้างเคียงของยา ซึ่งเกิดขึ้นกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางทีอาจเห็นว่าเพื่อนใช้ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน บางทีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงไม่เกิดกับคนอื่น แต่อาจเกิดกับเราก็ได้
เป็นอย่างไรคะ อ่านข้อความนี้จบแล้วยังคิดจะใช้ยาลดน้ำหนักกันอยู่หรือเปล่าคะ

